พระราชประวัติด้านการกีฬา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการกีฬา

Image พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มี พระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงต่อพสกนิกรชาวไทย นอกจากพระราชกรณียกิจ และ พระปรีชาสามารถที่ทรงเป็นนักบริหาร นักวิชาการ และนักวิจัย อันเอื้อให้เกิดผลดีต่อ การพัฒนาประเทศนานัปการแล้ว ยังทรงมีบทบาทหลายประการในด้านการกีฬาอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัย และทรงมีพระราชดำริว่า กีฬาเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติ ดังจะเห็นได้ จากพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานเนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ณ พระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๑ ว่า



นอกจากจะทรงกีฬาหลายชนิดด้วยพระองค์เองจนสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว ยังทรงเอาพระทัยใส่ติดตามข่าวกีฬาทุกประเภทอยู่เสมอ ในการเปิดกีฬาสำคัญในระดับ ประเทศ และระดับนานาชาติ มักจะมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นอเนกประการ เช่น พระราชทานไฟพระฤกษ์ พระราชทานพระบรมราโชวาท เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นักกีฬาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักกีฬาและประชาชนตลอดมา



พระมหากรุณาธิคุณ แก่วงการกีฬา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณแก่วงการกีฬา ของชาติอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากการเอาพระทัยใส่ และทรงอุปถัมภ์การกีฬา หลายประเภทแล้ว ยังปรากฏพระราชกรณียกิจหลายประการอันเป็นคุณประโยชน์ และเป็นสิริมงคลอันสูงแก่วงการกีฬา และนักกีฬาชาวไทยชั่วกาลนาน



เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน
Imageพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักกีฬาและทรงสนับสนุนกีฬาอย่างแท้จริง จนเป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถ คณะกรรมการโอลิมปิคสากลในการประชุมใหญ่ครั้งที่ ๙๒ ที่ประเทศตุรกี โดยมีชาติสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๘๗ ประเทศ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทูลเกล้าฯ ถวายดุษฎีกิตติมศักดิ์ทองโอลิมปิค คืออิสริยาภรณ์ โอลิมปิคชั้นสูงสุด (ทอง) แด่พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๐ ณ ศาลาดุสิดาลัย นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับเกียรติดังกล่าว และเป็นการประกาศพระเกียรติคุณในด้านการกีฬาของพระองค์ท่านไปทั่วสากลโลก



พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่นักกีฬา และผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อการกีฬา และผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อการกีฬาในปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ พุทธศักราช ๒๕๓๕ และ พุทธศักราช ๒๕๓๖ สืบเนื่องจากการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ ๑๑ ณ ประเทศจีน และการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ ๑๖ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ และการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ ครั้งที่ ๒๕ ณ ประเทศสเปน ซึ่งนักกีฬาทีมชาติไทยได้สร้างชื่อเสียงเป็นเกียรติประวัติแก่ประเทศชาติ



พระราชทานทุนนักกีฬา

พระราชทานทุนแก่นักกีฬาจากกองทุนโดยเสด็จพระราชกุศล อาทิ ทุนนักมวยไทย ในมูลนิธิอานันทมหิดล ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันมวยโดยเสด็จพระราช กุศลได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้จากการแข่งขัน

พระราชทานทุนแก่นักกีฬาที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ดังที่ ศาสตราจารย์ เจริญ วรรธนะสิน นักแบดมินตันรองแชมป์โลกชายเดี่ยวออล อิงแลนด์ ๒ สมัย ได้รับ พระราชทานทุนส่วนพระองค์ไปศึกษาในประเทศอังกฤษ



พระราชทานไฟพระฤกษ์

ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาครั้งสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาระหว่าง ประเทศ หรือ ภายในประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานไฟพระฤกษ์ ให้แก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาครั้งนั้นๆ นำไปประกอบพิธีเปิดการแข่งขันทุกครั้ง โดยมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะผู้เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ครั้งหนึ่งความว่า



พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ และพระราชทานพระบรมราโชวาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นักกีฬา และบุคลากรในวงการกีฬา เข้าเฝ้าฯ อย่างเป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์อยู่เสมอ นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ นักกีฬา และผู้เกี่ยวข้องในวงการกีฬาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังพระราชทานพระบรมราโชวาท อันทรงคุณประโยชน์ที่นักกีฬาต่างรับใส่เกล้าฯ และยึดถือปฏิบัติเสมอมา

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 02 September 2008 )
top

  พระราชประวัติด้านการกีฬา
  เรือใบฝีพระหัตถ์
  เรือใบ
  แบดมินตัน
  สกีน้ำแข็ง


กลับสู่หน้าหลัก